
Show Notes
"เวลาเราเดินวิปัสสนา ความดีเกิด สิ่งที่ดีเกิด เราก็เห็นมันเกิดแล้วดับ ความชั่วเกิด มันก็เกิดแล้วก็ดับ เห็นมันเกิดดับๆ มันเท่าเทียมกัน จิตก็เลิกยินดียินร้าย ความสุขเกิด จิตก็ไม่ยินดี ความทุกข์เกิด จิตก็ไม่ยินร้าย ความชั่วเกิด จิตก็เป็นกลาง เมื่อจิตหมดความยินดียินร้าย จิตก็จะหมดความดิ้นรน เมื่อจิตหมดความดิ้นรน จิตก็จะรวมลงๆ เข้าอัปปนาสมาธิ แล้วจิตจะไปเดินปัญญาในสมาธิอยู่ 2-3 ขณะ อันนี้สำหรับคนซึ่งใช้ปัญญานำสมาธิ อย่างพวกเรา มีสติ เกิดสมาธิ มีปัญญาเห็นความจริงเป็นขณะๆ ไป จนกระทั่งจิตมันเข้าสู่ความเป็นกลางต่อความปรุงแต่งทั้งหลายทั้งปวง จิตก็หยุดความดิ้นรน เมื่อจิตหยุดความดิ้นรน จิตจะเข้าอัปปนาสมาธิด้วยตัวเอง เข้าแล้วจิตจะไปเดินปัญญา อยู่ในสมาธิ 2-3 ขณะเท่านั้น ถัดจากนั้นจิตจะวางการรับรู้อารมณ์ๆ มันจะทวนกระแสเข้ามาหาตัวจิตผู้รู้ เมื่อมันทวนกระแสเข้ามาถึงตัวจิตผู้รู้ อริยมรรคเกิดขึ้น อาสวกิเลสจะถูกแหวกออก แล้วจิตก็เข้าถึงสภาวะที่พ้นจากความปรุงแต่งคือพระนิพพาน" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 24 พฤษภาคม 2569
More from หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม
"ความแก่เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ได้มีความอยากจะไม่แก่ หรือความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ได้มีความอยากไม่เจ็บไข้ ความตายเป็นธรรมดา ไม่ได้มีความอยากที่จะไม่ตาย พอเราเห็นธรรมดา ธรรมดาของร่างกาย ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย เพราะมันมีธรรมนิยาม เกิดมาแล้วมันไม่เที่ยง มันถูกความทุกข์บีบคั้นให้แตกสลายอยู่ตลอดเวลา มันเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย ไม่ใช่ตามที่เราสั่ง อันนี้เป็นธรรมนิยาม เราเข้าใจธรรมนิยาม เข้าใจความจริงของชีวิต ร่างกายมันเป็นอย่างนี้ล่ะ พอจิตมันเข้าใจความจริง เข้าใจธรรมะอันนี้แล้ว ความอยากก็ไม่เกิดขึ้น ไม่มีความอยากไม่แก่ อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตาย เพราะรู้ว่าความแก่เป็นธรรมดา ความเจ็บเป็นธรรมดา ความตาย เป็นธรรมดา เห็นไหมว่าเราภาวนาแล้ว จนกระทั่งใจเรายอมรับธรรมดา ธรรมดานั่นล่ะคือธรรมะ คำเดียวกันเลย ธรรมดา ความเป็นธรรมดา ธรรมะเป็นความจริงที่เราหนีไม่พ้น ชอบหรือไม่ชอบไม่สำคัญ อย่างไรก็หนีไม่พ้น" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 3 ตุลาคม 2569
"ฝนจะตก น้ำจะท่วม ไม่ใช่สิ่งที่เราจะบังคับมันได้ แต่ถ้าฝนตกน้ำท่วม น้ำเข้าบ้านเรา เราจะป้องกันอย่างไร ก็หาทางป้องกันไม่ให้น้ำเข้าบ้าน ป้องกันแล้วไม่สำเร็จ น้ำเข้ามาในบ้าน เราก็รู้ โลกก็เป็นอย่างนี้ล่ะ ไม่ได้สมอยากตลอดหรอก โลกเป็นอย่างนี้ล่ะ โลกนี้ไม่น่าอยู่เลย โลกนี้มีแต่ทุกข์ เดี๋ยวก็ทุกข์เรื่องโน้นเดี๋ยวก็ทุกข์เรื่องนี้ ไม่น่ายึดถือเลย เรามีร่างกาย เราก็ทุกข์ เรามีบ้านเราก็ทุกข์ มีรถยนต์ลอยน้ำไปแล้ว เราก็ทุกข์อีก ใจมันเห็น เห็นแต่ทุกข์ ใจมันจะคลายออกจากความยึดถือในโลก สุดท้ายเราจะพ้นจากโลก คือเราจะไม่เกาะเกี่ยวยึดถือในโลก สภาวะที่พ้นโลกแล้วมีชื่อเรียกว่าโลกุตตระ โลกุตตระคือคำว่าโลกกับอุตตระ อุดร อุดรก็คือเหนือ ทิศเหนือ อยู่เหนือโลก จิตเราจะอยู่เหนือโลก โลกก็เป็นโลกอยู่อย่างนั้นล่ะ โลกก็ยังไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาอยู่นั่นล่ะ แต่จิตเราอยู่เหนือโลก คือจิตเราไม่หวั่นไหวไปกับโลก ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น จิตเราไม่หวั่นไหวเพราะเราอยู่เหนือแล้ว เหมือนเราอยู่บนเครื่องบินอย่างนี้ ข้างล่างกำลังแผ่นดินไหวอยู่ เราก็ไม่ได้เดือดร้อนด้วย โลกมันกำลังสั่นสะเทือน เราอยู่บนอากาศไม่เกี่ยว หรืออยู่บนดาวเทียมอยู่ในสถานีอวกาศ เห็นโลกมันแผ่นดินไหวสึนามิมาอะไรอย่างนี้ ไม่กระทบถึงเรา ใจที่ฝึกดีแล้วมันจะพ้นโลกออกไป แล้วมันก็จะเห็นโลกไม่มีอะไรเลย โลกนี้ไม่น่ายึดถือเลย มีแต่ทุกข์" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 27 กันยายน 2569
"เราทำกรรมฐาน ไม่ใช่ไปให้ความใส่ใจ สนใจกับตัวอารมณ์กรรมฐาน หรือตัววิหารธรรม อันนั้นเป็นแค่เหยื่อล่อ ที่จะทำให้เราอ่านจิตตัวเองออก อย่างเราหายใจออก หายใจเข้า คนส่วนใหญ่บอกให้ทำอานาปานสติ จิตจะไหลลงไปแช่อยู่ที่ลมหายใจ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ลมก็ค่อยๆ ระงับ กลายเป็นแสง จิตก็ไหลเข้าไปในแสง คราวนี้นิมิตอะไรสารพัดมันหลอกแล้ว เราใช้อารมณ์กรรมฐานเป็นเหยื่อล่อ เพื่อจะรู้ทันจิต เป็นเครื่องสังเกตจิต จับหลักตัวนี้ให้แม่น แล้วจะภาวนาง่าย เราไม่ได้รู้อารมณ์กรรมฐานเพื่อให้จิตสงบ ไม่ได้รู้อารมณ์กรรมฐานเพื่อให้จิตสุข ไม่ได้รู้อารมณ์กรรมฐานเพื่อให้จิตดี เรารู้อารมณ์กรรมฐานเพื่อจะรู้ทันจิต" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 26 กันยายน 2569
"ต้องอดทน ฝึกแล้วฝึกอีก อดทนไว้ ถึงจะไปรอด แล้วก็ให้เราทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง อะไรก็ได้ แล้วคอยรู้ทันจิตใจตัวเอง ฝึกเรื่อยๆ พอจิตตั้งมั่นแล้ว เดินปัญญาเรื่องเล็กนิดเดียวเลย จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้ร่างกาย เห็นเลยรูปไม่ใช่เรา ระลึกรู้สุขทุกข์ ความจำได้หมายรู้ ความปรุงดีปรุงชั่วก็เห็นไม่ใช่เรา รู้เรื่อยๆ ต่อไปก็เห็นจิตก็ไม่ใช่เรา ตัวเราไม่มี ถ้าตัวเราไม่มี เรียกเราได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว ได้โสดาบันแล้ว ต่อไปก็ฝึกอย่างเดิม ฝึกเรื่อยๆ ปัญญาแก่กล้ามากขึ้นๆ มันจะรู้เลย ร่างกายคือตัวทุกข์ เราเห็นว่าไม่ใช่ตัวเราแต่คือตัวทุกข์ จิตก็คือตัวทุกข์ พอเรารู้ว่ากายนี้คือตัวทุกข์ จิตนี้คือตัวทุกข์ ขันธ์ 5 คือตัวทุกข์ จิตจะหมดความยึดถือ เมื่อจิตไม่ยึดถือในขันธ์ 5 จิตก็บริสุทธิ์หลุดพ้น เข้าถึงฝั่งของการปฏิบัติ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 25 กันยายน 2569
"อย่าคิดนำ รู้สึกกายไป ดูสิร่างกายนี้สุขหรือทุกข์ เที่ยงหรือไม่เที่ยง บังคับได้หรือไม่ได้ ดูของจริง ไม่คิดเอา ดูจากของจริง จิตใจเราเที่ยงหรือไม่เที่ยง จิตใจเราถูกความทุกข์บีบคั้นไหม มีภาระไหมทุกครั้งที่เสวยอารมณ์เสพอารมณ์ จิตใจเราเป็นของบังคับได้ไหม ดูจากของจริง ไม่ต้องคิดเอา ไม่ต้องไปคิดเอาว่าร่างกายนี้จิตใจนี้ไม่ใช่ของดีของวิเศษ อย่าไปยึดถือ คิดอย่างนี้ปล่อยวางไม่ได้ ต้องเห็นความจริงถึงจะปล่อยวางได้ เวลาเรียนธรรมะ อย่าไปคิดเยอะ ไม่ต้องถามเยอะ รู้สึกเอา รู้สึกกายเยอะๆ รู้สึกจิตใจเยอะๆ ถ้ารู้สึกได้เยอะๆ ต่อไปเราก็เห็นความจริงของกายของใจ แล้วเราจะเข้าใจธรรมะ ใจเราพ้นทุกข์ได้ คนจีนจะชอบถาม อยากได้ความรู้ก็ถาม ถามครูบาอาจารย์ พอได้คำตอบก็เอาไปคิดต่อ พอคิดอีกก็สงสัยอีกเรื่องหนึ่งแล้วก็มาถามอีก มันเป็นวงจรที่ไม่จบสิ้น แต่ถ้ามีสติแล้วอ่านกายอ่านใจของตัวเองซื่อๆ อ่านไปเรื่อยๆ มันมีจุดจบ เมื่อจิตรู้ความจริงแล้วไม่ต้องถามใคร ไม่ต้องถามใครเลย มันเห็นความจริงด้วยตัวเอง วิญญูชนรู้ด้วยตนเอง คนที่มีสติปัญญาแล้วลงมือปฏิบัติถูกต้อง จะได้คำตอบด้วยตัวเองและพ้นทุกข์ด้วยตัวเอง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 21 กันยายน 2569